ดำเนินกิจการในด้านจัดจำหน่ายสินค้าประเภทวัสดุก่อสร้างครบวงจรตั้งแต่โครงสร้างฐานรากจนถึงวัสดุก่อสร้างทั่วไป

ไขธรรมชาติแดด-ลม ตัวช่วยเพิ่มมูลค่าให้อสังหาฯ

?ทางโคจรและธรรมชาติของแสงแดด ?

คนทั่วไปมักจะเข้าใจผิดว่าอิทธิพลของแดดที่มีต่อบ้านหรืออาคารมาจากทิศตะวันออกและตะวันตกเป็นหลัก เนื่องจากถูกสอนมาตั้งแต่เด็กๆ ว่าดวงอาทิตย์จะขึ้นทางตะวันออกในตอนเช้า และต้องตกทางทิศตะวันตกในช่วงเย็น ซึ่งที่จริงใน 1 ปี การขึ้นลงของพระอาทิตย์ จะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา อาจจะเบ้ไปทางทิศเหนือ หรือเอียงไปทางใต้ก็ได้

ที่เป็นแบบนี้เพราะประเทศของเราตั้งอยู่บริเวณหนือเส้นศูนย์สูตร ค่อนมาทางซีกโลกเหนือ จึงทำให้แดดทำมุมเฉียงจากทิศทางใต้มากกว่า เป็นผลให้พื้นที่ในประเทศได้รับอิทธิพลของแสงแดดที่ส่องจากทิศใต้มากกว่าแดดที่ส่องจากทิศเหนือ

ซึ่งตอนนี้  เราสามารถแบ่งทิศแดดบ้านตามช่วงเวลา ซึ่งจะมีอยู่ 2 ทิศ ดังนี้

1.ดวงอาทิตย์โคจรอ้อมไปทางทิศเหนือ พฤษภาคม – สิงหาคม  รวม 3-4 เดือน

2.ดวงอาทิตย์โคจรอ้อมไปทางทิศใต้ กันยายน – เมษายน รวม 8-9 เดือน

เห็นได้ว่าด้วยเงื่อนไขทิศแดดตามช่วงเวลานี้เอง แสงแดดจากทิศใต้จึงกลายเป็นแดดที่มีอิทธิพลต่อที่อยู่อาศัยมากที่สุด เนื่องจากเป็นทิศแดดที่เกิดขึ้นคร่อมในช่วงฤดูร้อน โดยเฉพาะช่วงเดือนเมษายนซึ่งร้อนหนักสุด เป็นแสงแดดที่ส่องทำมุมค่อนข้างต่ำ แถมยังส่องเป็นระยะเวลานานด้วย

 

?ทิศทางและะธรรมชาติของลม?

เช่นเดิมประเทศไทยตั้งอยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร และอยู่ในเขตร้อนจึงทำให้พื้นที่ตกอยู่ภายใต้มรสุมหรือลมประจำฤดู ที่มีทิศทางการพัดตามฤดูกาลค่อนข้างแน่นอน โดยจะมีลมอยู่ 2 ทิศเหมือนแสงแดด ดังนี้

1.ลมประจำถิ่นฤดูหนาวพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือไปยังทิศตะวันตกเฉียงใต้ พฤศจิกายน – กุมภาพันธ์รวม  3-4 เดือน

2.ลมประจำฤดูร้อนพัดกลับจากทิศตะวันตกเฉียงใต้หรือทิศใต้ ไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ช่วงมีนาคม – ตุลาคม รวม8-9 เดือน

 

หลังจากที่เราทราบธรรมชาติ และทิศทางของลม และแสงแดดแล้ว  วันนี้เรามีเคล็ดลับการประยุกต์แสงแดดและลมให้เกิดประโยชน์ต่อการสร้างบ้าน คอนโด อาคารต่างๆ ฯ ให้มีมูลค่าเพิ่มพูนขึ้นไปอีก ดังนี้จ้า

 1.จัดแปลนบ้านให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามากที่สุด พยายามให้มีสัดส่วนนกว้าง ความยาวประมาณ 1:3 ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ยอมรับกันว่ารับลม และหลบแดดได้ดีที่สุด โดยหันด้านยาวของบ้านไปในทิศเหนือ-ใต้ เพื่อหลบแสงตะวัน และช่วยรับลมให้พัดเข้าบ้านได้ดีในฤดูร้อน และให้เอาด้านแคบของบ้านหันให้อยู่ในแนวทิศตะวันออก- ตะวันตก เพื่อให้ผนังของบ้านเราถูกแดดน้อยที่สุด โดยทิศควรจัดให้มีหน้าต่างน้อยที่สุด

2.เน้นเลือกบ้านหรือห้องชุดที่หันไปทางทิศเหนือ ซึ่งดีกว่าทิศใต้แน่นอน เพราะร้อนน้อยกว่า เนื่องจากแดดบ้านเราจะอ้อมมาทางทิศใต้เป็นหลัก เทียบกับทางทิศเหนือที่ตลอดทั้งปีจะแทบไม่ได้รับแดดเลย

3.จัดแยกห้องใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมกับทิศแดดและทิศลม ตัวอย่างเช่น ห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นห้องที่มักจะใช้เวลาอยู่ครั้งละนานๆ ในเวลากลางวันก็ควรจะจัดให้อยู่ในทิศเหนือ ห้องครัวควรจะหันหน้ารับลมด้วยเพื่อการระบายกลิ่นและควันได้ดี เช่น จัดทิศให้อยู่ทางทิศใต้ แต่ต้องระวังไม่ให้ลมพัดจากห้องครัว พากลิ่นไปสู่ห้องอื่นๆ ภายในบ้าน

4.บังคับทิศทางลมด้วยการเจาะช่องหน้าต่างหรือช่องลมในอาคาร อาศัยหลักคิดที่ว่า “มีทางเข้าจะต้องมีทางออกด้วยลมถึงจะเข้ามาได้ ” หากห้องใดมีเฉพาะช่องรับลมเพียงด้านเดียวจะไม่มีลมใดๆ เข้ามาเลย

5.จัดการระดับความแรงของลม สามารถทำได้ง่ายๆ เช่นกัน โดยยึดหลักหากต้องการห้องที่ได้รับลมเต็มที่และสม่ำเสมอเช่นห้องนั่งเล่น หรือห้องรับประทานอาหาร ให้เปิดช่องลมทางเข้าให้มีขนาดเท่ากับทางออก แต่หากต้องการได้ลมเอื่อยๆ ช้าๆ ก็ให้เปิดทางลมเข้าให้ใหญ่กว่าทางลมออก ในทางกลับกันหากต้องการให้ลมเข้าห้องพัดแรงขึ้น ก็ทำได้ด้วยวิธีการเปิดช่องทางลมเข้าให้แคบกว่าช่องแคบทางลมออก ?

SAPSIAMMATERIAL.COM
Logo
Shopping cart